การเลือกซื้อรถมือสอง |
| หากคุณต้องการจะซื้อรถยนต์มือสองไว้ใช้สักคันนั้น มันไม่ใช่เรื่องยากนักเพราะมีเต็นรถมือสองอยู่ทั่วไป แต่ถ้าคุณต้องการรถรถมือสองที่ดีและคุ้มค่านี่สิจะยากสักหน่อย และยิ่งยากขึ้นถ้าไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดูรถ ดังนั้นในที่นี่คงจะต้องเริ่มกันตั้งแต่นับหนึ่ง คือให้คุณมีความใจเย็นพอในการค่อยๆ พิจารณาเลือกซื้อรถได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะกับการใช้งานของคุณที่สุด เพราะถ้าคุณใจร้อนด่วนตัดสินใจซื้อเพียงแค่ถูกใจในความสวยภายนอก ไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นมันอาจทำให้คุณต้องปวดหัวแถมเสียเงินอีกบานเพื่อซ่อมเจ้ารถคันสวยคันนี้ก็ได้ |
- ให้คุณถามตัวเองก่อนว่าคุณจะซื้อรถเพื่องานอะไร ต้องวิ่งใกล้หรือไกลแค่ไหนต่อวัน ต่อไปต้องดูงบประมาณว่า เงินที่มีอยู่จะซื้อรถแบบไหน รุ่นหรือยี่ห้อใดได้บ้าง และหากคุณซื้อรถแบบเงินผ่อนก็ต้องดูความสามารถในการผ่อนแต่ละเดือนรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุงด้วยว่าคุณจะสามารถบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือนได้หรือไม่
- หากมีรถที่เป็นตัวเลือกอยู่ 2-3 ยี่ห้อ ก็ควรศึกษาเปรียบเทียบในเรื่องราคา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ราคาอะไหร่แต่ละยี่ห้อ ความยากง่ายในการซ่อม รวมทั้งศูนย์บริการหรืออู่ที่ซ่อมรถยี่ห้อนี้ได้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคุณสามารถหาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้หลานทาง ทั้งจากอินเตอร์เน็ต หนังสือรถ จากเพื่อนๆ หรือช่างรถที่คุณรู้จักคุ้นเคย เพื่อขอคำแนะนำ
- เมื่อเลือกยี่ห้อได้แล้ว ต่อไปคุณควรดูราคาขายจากหลายๆ แห่งประกอบกัน เช่น จากหนังสือรถ เว็บไซต์ต่างๆ หรือเต้นรถทั่วไป เพื่อทราบราคามาตรฐาน คุณจะได้ไม่ซื้อแพงเกินไป
- เวลาไปดูรถ ถ้าคุณมั่นใจว่าสามารถที่จะดูรถเป็นก็ไปหาดูรถได้เลย หรือจะไปชวนเพื่อนไปด้วยสักคนสองคนก็จะดีจะได้ช่วยกันดู แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ต้องหาช่างที่คุณไว้ใจได้และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี (ขอย้ำว่าต้องสนิทและไว้ใจได่จริงๆ) ให้ช่วยไปดูรถกับคุรด้วย เพื่อคุณจะได้รถที่มีสภาพดีและมีคุณาภพมากที่สุด ไม่โดนย้อมแมว
- ถ้าสามารถหาซื้อได้ ให้คุณหาซื้อรถกับญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่รู้จักสนิทสนมกันดีที่เขาต้องการขาย เพราะคุณจะได้รู้ประวัติของรถและวิธีการใช้รถของคนที่จะขายให้คุณเป็นอย่างดี ถ้าได้อย่างนี้รับรองว่าสบายใจกว่า
|
วิธีการดูรถเบื้องต้น  |
- ตัวถังของรถ ดูรอยสนิมและรอยผุรอบตัวรถทั้งคัน บริเวณบังโคลนหน้า-หลังทั้งซ้ายขวา ท้ายรถที่ฝากระโปรงและส่วนที่ติดกับกันชน รอบดวงไฟทั้งสองข้าง ประตูรถทุกบานรวมทั้งขอบด้านล่างด้วย ที่ตัวถังของพื้นล่างควรเปิดพรมหรือผ้ายางออกดูว่ามีรอยผุหรือไม่ รวมทั้งท่อไอเสียด้วย
- รถเคยเกิดอุบัติเหตุหนักมาด้วยหรือไม่ ก่อนอื่นคุณลองใช้นิ้วมือเคาะไปรอบๆ คันก่อน ถ้าซ่อมทำสีมาเสียงจะดังทับๆ เสียงจะดังกังวาลกว่า เปิดฝากระโปรงหน้าดูความเรียบร้อยของคานหน้ารถ สีรถด้านในดูเสมอหรือไม่ ไม่ใช่ว่าด้านหนึ่งสีเก่าตามอายุ แต่อีกด้านดูใหม่กว่าทั้งที่อยู่ด้านในเหมือนกัน รอยตะเข็บต่างๆ จะต้องดูเป็นระเบียบ ถ้าชนมาและมีการซ่อมแซมรอยตะเข็บจะดูไม่เรียบร้อยเคาะบนหลังคารถและเปรียบเทียบสีหลังคากับตัวรถเสมอกันหรือไม่ ขอบคิ้วกระจกหน้า-หลังเรียบร้อยสมอกันหรือไม่ ส่วนคานหลังก็เช่นกันให้เปิดพรมหรือผ้ายางปูท้ายรถออกดูให้เห็นส่วนของพื้นที่แล้วเปรียบเทียบเหมือนคานหน้า
- เครื่องยนต์ ทดลองติดเครื่องดูว่าติดง่ายหรือยาก เครื่องยนต์มีเสียงดังผิดปกติมั๊ย เครื่องเดินเรียบหรือสั่นมากน้อยแค่ไหน และไม่ควรมีน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา ควรตรวจดูรอยรั่วซึมหรือรอยแตกร้าวของส่วนประกอบตามจุดต่างๆ ให้ละเอียดทุกจุด
- ช่วงล่าง การตรวจช่วงล่างจำเป็นต้องยกดูใต้ท้องรถ ซึ่งสามารถมองเห็นทุกจุดได้ชัดเจน ตั้งแต่พื้นใต้ท้องรถมีรอยผุหรือไม่ รอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ ว่ามีน้ำไหลหรือหยดมาจากที่ใดบ้างหรือไม่ เฟืองท้าย แหนบสปริง เพลากลางและท้าย ฯลฯ จริงๆแล้วการตรวจดูทั้งเครื่องยนต์ และช่างล่าง อยากแนะนำว่าควรเป็นหน้าที่ของช่างที่มีความชำนาญจะดีกว่า เพราะเป็นส่วนสำคัญและจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในการตรวจสอบ
- ยางรถ ดูสภาพของยาง เช่น การสึกของดอกยาง แก้มยาง ยางมีรอยฉีกขาด แตก แยก ชำรุดหรือไม่ หากสภาพของยางไม่ดีแล้วคุณควรเปลี่ยนยางใหม่ก่อนใช้งาน เพื่อความปลอดภัย
- ประตูรถ และหน้าต่าง-กระจก ลองเปิด-ปิดดูว่าติดขัดหรือไม่ หรือหลวมเวลาวิ่งก็ดังน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกจากกัน
- ภายในรถ ขั้นแรกลองนั่งปรับเบาะดูว่าคุณรู้สึกนั่งขับได้อย่างสบายมั๊ย ลองหมุนพวงมาลัยกลับไปกลับมาเช็คระยะฟรี และดูว่าหลวมหรือไม่ ลองเหยีบคลัตช์+ เบรค + คันเร่ง ดูว่าสูง-ต่ำ-แข็ง-อ่อนอย่างไร รวมถึงเบรคมือยังใช้งานได้ดีหรือไม่ ควรดูระบบไฟเตือนต่างๆ บนหน้าปัด ดูการทำงานของเกจวัดวัดความร้อน เกจวัดน้ำมัน เข็มไมล์ ต้องยังใช้งานได้ดี เข็มนิรภัย+แอร์ + ที่เปิดประตูรถยังคงใช้งานได้ตามปกติ คันเกียร์เมื่อลองโยกแล้วต้องไม่ติดขัด เวลาทดลองขับให้ลองเข้าเกียร์จนครบด้วย ในรถมีกลิ่นอับชื้นหรือเปล่า ถ้ามีอาจเป็นได้ว่าเคยมีน้ำเข้ารถ (น้ำเข้าตรงขอบยางกระจก หรือแย่กว่านั้นคือรถแช่ในน้ำท่วมมา)
- ระบบไฟแสงสว่างต่างๆ ควรตรวจไฟเลี้ยว ไฟเบรค ไฟสูง-ต่ำ ไฟถอยหลัง ไฟหรี่ ไฟฉุกเฉิน และไฟส่องป้ายทะเบียน ทั้งจากแผงหน้าปัดในรถ และที่โคมไฟด้านนอกทุกดวงด้วย
- ทดลองขับรถ เมื่อคุณได้ตรวจสอบสภาพรถทั้งภายนอกและภายในทุกส่วนแล้ว ต่อไปก็ต้องมาถึงการทดลองขับรถดูการทำงานของเครื่องยนต์ ลองกำลังของเครื่องยนต์ และการทำงานของช่างล่างว่าสามารถทำงานได้ดีแค่ไหน การทดลองขับรถจะทำให้คุณทราบถึงระบบชิ้นส่วนต่างๆ ของรถ เช่น เมื่อสตาร์ทเครื่องแล้วไม่กระตุกไม่ติดขัด เครื่องเดินเรียบดีหรือสั่น มีเสียงผิดปกติดีหรือไม่ เพราะถ้ามีความผิดปกติหรือเครื่องเดินสดุด หมายถึงเครื่องอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีแล้ว หรือถ้าเครื่องหลวมก็จะมีควันไอเสียออกมามากกว่าปกติ เครื่องยนต์เวลาออกตัวมีสั่นมีกระตุกหรือไม่ เครื่องมีกำลังส่งดีและแรงแค่ไหนเวลาเร่ง เข้าเกียร์ยากมั๊ย และที่สำคัญอย่าลืมลองเบรคห้ามล้อดูด้วยว่าเบรคยังใช้งานได้เป็นอย่างดี หากเหยียบเบรคลงไปแล้วจมหายต้องเหยียบย้ำหลายๆครั้ง หรือมีอาการปัด อาการแบบนี้อาจหมายถึงเบรคมีปัญหา คุณควรตรวจเช็คระบบเบรคทั้งหมดอีกครั้ง เวลาเลี้ยวหรือรถตกหลุมตกบ่อระบบกันสะเทือนยังทำงานได้ดี หรือมีอาการสั่นสะเทือนจนคุณรู้สึกได้ ก็แสดงว่าโช๊คอัพหรือแหนบไม่ดีแล้ว พวงมาลัยกระชับเหมาะมือคุณหรือเปล่า ตอบสนองการขับขี่ได้ดีแค่ไหน
|
| โดยรวมแล้วคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความชำนาญในการขับขี่จริงๆ ในการทดสอบทุกขั้นตอน ทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัย และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปกับการเลือกรถสักคันไว้ใช้งาน จะได้ไม่มานั่งกุมขมับเสียใจในภายหลัง |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
กลับหน้าหลัก / สั่งซื้อเว็บไซต์ |